การหยอดเมล็ด

พืชบางชนิดสามารถทำการหยอดเมล็ดโดยตรงในพื้นที่ที่ต้องการทำการฟื้นฟูได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังต่อไปนี้
- การเก็บเมล็ดจากพืชท้องถิ่นในป่าระบบนิเวศเป้าหมายที่เราต้องการและหากจำเป็นก็อาจจะต้องเก็บเมล็ดเพื่อนำไปเพาะก่อน
- เพาะเมล็ดในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟูในเวลาที่เหมาะสมต่อการงอกมากที่สุด
- ควบคุมสภาวะในพื้นที่ปลูกเพื่อให้เกิดการงอกมากที่สุด
การหยอดเมล็ดโดยตรงค่อนข้างประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่จำเป็น้ต้องมีเรือนเพาะชำและค่าใช้จ่ายในการปลูก (Doust et al., 2006; Engel and Parrotta 2001) การขนส่งเมล็ดไปสู่พื้นที่ปลูกก็ง่ายและประหยัดกว่าการขนกล้าไม้ไปพื้นที่ที่ต้องการปลูก ดังนั้นวิธีการหยอดเมล็ดโดยตรงนี้จึงเหมาะสมต่อพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก และต้นกล้าที่เติบโตจากการหยอดเมล็ดโดยตรงนี้ก็จะมีระบบรากที่ดีกว่าแบบอื่นและสามารถเติบโตได้เร็วกว่าวิธีอื่นด้วย (Tunjai, 2011a) เพราะรากของต้นกล้าไม่ถูกกำหนดด้วยภาชนะปลูกและสามารถนำไปใช้ร่วมกับวิธี ANR และวิธีการปลูกทั่วไปได้เพื่อเพิ่มทั้งความหนาแน่นและความหลากหลายของชนิดพันธ์ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในการเริ่มกระบวนการฟื้นฟูป่าด้วยวิธีพรรณไม้โครงสร้าง แล้วกระบวนการหยอดเมล็ดโดยตรงก็สามารถสร้างไม้พี่เลี้ยงได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่ปลูกด้วย แต่วิธินี้ไม่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดจึงจำเป็นต้องมีการทดลองเพื่อประเมินว่าพืชชนิดไหนที่มีความสามารถในการทำการหยอดเมล็ดโดยตรงหรือชนิดไหนไม่สามารถทำได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการหยอดเมล็ด
ในธรรมชาติแล้วอัตราการงอกของเมล็ดพืชจะค่อนข้างต่ำมากและเมล็ดที่งอกแล้วรอดตายจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่นั้นยิ่งน้อยกว่า ซึ่งเป็นปัญหาที่เราพบจากการทำการหยอดเมล็ดเช่นเดียวกัน (Bonilla-Moheno and Holl, 2010; Cole et al., 2011) และสิ่งที่เป็นตัวคุกคามต่อการงอกของเมล็ดและต้นกล้าคือ 1. ความแห้งแล้ว 2. ผู้ล่าเมล็ดโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกมดและสัตว์ฟันแทะ (Hau, 1997) และ 3. การแข่งขันกับวัชพืช (ดังหัวข้อ 2.2) และหากสามารถจัดการกับปัจจัยเปล่านี้ได้ก็จะสามารถเพิ่มอัตราการรอดตายของเมล็ดที่ทำการหยอดโดยตรงได้มากกว่าเมล็ดที่เกิดการกระจายในธรรมชาติ

ในส่วนของความแห้งแล้งนั้นสามารถแก้ไขได้โดยการเลือกเมล็ดพืชชนิดที่มีความทนทานต่อความแห้งแล้งสูง (เช่นเมล็ดที่มีเปลือกหนา) และการฝังเมล็ดหรือหาวัสดุคลุมดินเพื่อเพิ่มความชื้นให้กับเมล็ด (Woods and Elliott, 2004)

การฝังเมล็ดลงในดินสามารถลดการถูกผู้ล่าเมล็ดทำลายได้เพราะสัตว์ผู้ล่าเมล็ดจะหาเมล็ดได้ยากขึ้น รวมไปถึงการเตรียมเมล็ดเพื่อเร่งการงอกของเมล็ดโดยการลดระยะเวลาการเป้นเมล็ดที่จะโดนสัตว์ทำลายเพราะเมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าแล้วจะมีคุณค่าในแง่ของอาหารลดลงจึงเพิ่มอัตราการรอดของเมล็ดได้มากขึ้น แต่ในบางครั้งแล้วการเตรียมเมล็ดด้วยการทำรอยแผลที่ผิวของเมล็ดก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เมล็ดจะแห้งและมดอาจจะเข้ามากินใบเลี้ยงได้ (Woods and Elliott, 2004) อาจต้องใช้สารเคมีเพื่อป้องกันเมล็ด นอกจากนั้นแล้วในแปลงทดลองควรมีการป้องกันการล่าสัตว์ที่กินสัตว์กัดแทะเช่นแมวป่า เพราะสัตว์ผู้ล่าเหล่านี้จะเป็นตัวควบคุมปริมาณของสัตว์กัดแทะทำลายเมล็ดได้ในที่สุด

ต้นกล้าที่เกิดจากการหยอดเมล็ดจะค่อนข้างเล็กหากเทียบกับต้นกล้าที่มาจากการปลูก ดังนั้นการกำจัดวัชพืชจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มต้นทุนให้กับการทำการหยอดเมล็ดได้เช่นกัน

พืชที่เหมาะสมที่สุดกับการทำการหยอดเมล็ด
พืชที่เหมาะสมแก่การทำการหยอดเมล็ดนั้นต้องมีขนาดใหญ่ (น้ำหนักแห้งมากกว่า 0.1 กรัม) ลักษณะกลมและมีความชื้นปานกลาง (36 - 70%) (Tunjai, 2011b) เมล็ดที่ใหญ่ก็จะมีแหล่งพลังงานที่สูงและมีโอกาสที่จะอยู่รอดได้นานกว่าเมล็ดขนาดเล็ก สัตว์ผู้ล่าเมล็ดก็จะทำลายเมล็ดได้ยากขึ้นโดยเฉพาะเมล็ดที่ผิวมีความเหนียวและเรียบ

พืชตระกูลถั่วส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพืชที่เหมาะสมต่อการทำการหยอดเมล็ดเพราะมักมีผิวเมล็ดที่เหนียวและเรียบซึ่งยากต่อการขาดน้ำและการโดนทำลาย รวมไปถึงความสามารถในการตรึงธาตุไนโตรเจนของพืชตระกูลถั่วทำให้เติบโตได้เร็วและสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ สำหรับพืชในตระกูลอื่นๆ ดังแสดงไว้ในตารางที่ 5.2 (Tunjai, 2011a)

ชนิดพืชที่สามารถทำการหยอดเมล็ดได้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพืชเบิกนำ (Engel and Parrotta, 2011)  เนื่องจากต้นกล้าสามารถที่จะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วแต่ก็สามารถใช้พืชเสถียรในการฟื้นฟูได้เช่นเดียวกันเนื่องจากส่วนใหญ่แล้วพืชเสถียรจะมีขนาดของเมล็ดที่ใหญ่และมีแหล่งพลังงานในเมล็ดมากกว่าและเหมาะสมกับการทำการหยอดเมล็ดเช่นกัน (Hardwick, 1999; Cole et al., 2011; Sansevero et al., 2011) เนื่องจากสัตว์กระจายเมล็ดขนาดใหญ่ลดจำนวนลงอย่างมาก การหยอดเมล็ดจึงเป็นวิธีที่จะสามารถกระจายเมล็ดพืชเสถียรไปสู่พื้นที่ฟื้นฟูได้ (โดยการจ้างแรงงานมนุษย์เพื่อทำหน้าที่กระจายเมล็ดแทน)

เวลาที่เหมาะสมกับการทำการหยอดเมล็ด
ในบริเวณป่าเขตร้อนชื้นสามารถทำการหยอดเมล็ดได้ตลอดปี (ยกเว้นในช่วงสภาวะแห้งแล้ง) ส่วนในพื้นที่แล้งเป็นฤดูกาลสามารถทำการหยอดเมล็ดได้ในช่วงต้นของฤดูฝน (ร่วมกับการปลูกป่าประจำปี) เพราะจะมีเวลามากพอที่เมล็ดจะพัฒนาระบบรากได้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะหาแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้งถัดไปได้ แต่ในช่วงฤดูฝนก็เป็นช่วงที่วัชพืชทั้งหลายเจริญเติบโตดีที่สุดและเป็นช่วงเวลาขยายพันธ์ของสัตว์ทำลายเมล็ดด้วยดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมทั้งสองสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการงอกของเมล็ดนี้ เคยมีการแนะนำว่าการทำการหยอดเมล็ดในช่วงตอนปลายฤดูฝนสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ได้แต่ผลจากการทดลองล่าสุดพบว่าการหยอดเมล็ดในช่วงต้นฤดูฝนจะทำให้เมล็ดมีเวลาเพียงพอที่จะพัฒนาระบบรากได้ดีก่อนถึงฤดูแล้ง (Tunjai, 2011)

จะทำอย่างไรถ้าไม่สามารถหาพืชที่ต้องการได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การทำการหยอดเมล็ด
จะต้องทำการเก็บเมล็ดในช่วงของการออกผลจนกระทั่งถึงช่วงต้นฤดูฝน พืชเขตร้อนส่วนใหญ่ผลิตเมล็ดที่ค่อนข้างไม่ทนต่อการเก็บรักษา แต่สำหรับการทำการหยอดเมล็ดนั้นจะใช้เวลาเก็บเมล็ดไม่เกิน 9 เดือน ดังนั้นการเก็บเมล็ดจึงมีความเป็นไปได้สูง ดังตาราง 6.2 และ 6.6 สำหรับข้อมูลการเก็บรักษาเมล็ด

การทำการหยอดเมล็ด

ทำการเก็บเมล็ดพืชชนิดที่ต้องการในช่วงต้นฤดูฝน (หรือนำออกจากการเก็บรักษาเมล็ด) หากจำเป็นให้ทำการเตรียมเมล็ดด้วยวิธีการต่างๆ ขุดวัชพืชออกเป็นวงกลมประมาณ 30 ซม. และทำหลุมสำหรับหยอดเมล็ด แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 1.5 - 2 เมตร เติมดินธรรมชาติลงไปด้วยเพื่อให้มีจุลินทรีย์ตามธรรมชาติเล่นราไมคอไรซาที่มีประโยชน์ต่อการงอก หยอดเมล็ดหลายๆ เมล็ดลงในแต่ละหลุมลึกประมาณ 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดและถมด้วยดินธรรมชาติ ใส่วัสดุคลุมดินเช่นเศษวัชพืชที่ถอนมาหรือกระดาษกล่องเพื่อลดการงอกของวัชพืชรอบหลุมหยอด ทำการกำจัดวัชพืชรอบๆ หลุมปลูกด้วยมือในช่วง 2 ฤดูฝนแรกหลังทำการหยอด กำจัดต้นกล้าที่อ่อนแอออกหากในหนึ่งหลุมมีการงอกมากกว่าหนึ่งต้น ทำการทดลองเพื่อหาพืชชนิดที่เหมาะสมต่อการทำการหยอดเมล็ดในแต่ละพื้นที่