การฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าโดยการปลูกต้นไม้จำเป็นจะต้องมีการเตรียมต้นกล้า
ซึ่งมักจะให้คลอบคลุมชนิดของพรรณไม้ท้องถิ่นมากหลายชนิด แต่พบว่าส่วนใหญ่พรรณไม้เหล่านี้ยากที่จะเพาะกล้าจากเมล็ด
เนื่องจากเมล็ดมีช่วงพักตัวนานหรือผลิตเมล็ดช้าเกินไปทำให้กล้าไม้โตไม่ทันต่อฤดูกาลปลูก
ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อหาวิธีที่จะปรับปรุงวิธีการขยายพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่จะใช้ในการฟื้นฟูป่า
โดยอาศัยความเข้าใจถึงนิเวศวิทยาของการสืบพันธุ์ของพรรณไม้เหล่านี้ การศึกษารวมถึงการพัฒนาเทคนิคใหม่
ๆ ในการเพาะเมล็ดของชนิดไม้ท้องถิ่น 30 ชนิด ที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูป่า
ที่ยังไม่เคยได้เพาะในเรือนเพาะชำมาก่อน ทำการเปรียบเทียบการเพาะเมล็ดในเรือนเพาะชำที่เพาะในที่โล่งในป่า
ซึ่งจะดูผลกระทบจากสัตว์ที่มากินเมล็ดด้วย สำหรับไม้ยืนต้น 10 ชนิดที่มีปัญหาในการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ได้ทำการทดลองโดยการปักกิ่งชำเพื่อทดสอบการชักนำให้เกิดรากโดยอาศัยฮอร์โมนเร่งรากที่ระดับความเข้มข้นต่าง
ๆ กัน โดยไม่ใช้ระบบพ่นไอหมอก นอกจากนี้ ยังทำการตรวจสอบช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการผลิตเมล็ดและกิ่งชำ
จุดประสงค์เพื่อการตรวจสอบว่า จะใช้ความรู้ทางนิเวศวิทยาของการสืบพันธุ์ของพรรณไม้ท้องถิ่นในการที่จะทำนายว่าวิธีการปฏิบัติอย่างไรที่มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์ดังกล่าวThe
การศึกษาชีพลักษณ์ของไม้ป่ายืนต้นจำนวน 32 ชนิด โดยการจดบันทึกทุก ๆ เดือนในเวลา
1 ปี พบว่า การร่วงของใบเกิดขึ้นในฤดูแล้งซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความชื้นในดินที่ลดลง
ขณะที่การแตกใบอ่อนเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งไปจนถึงช่วงฤดูฝน ส่วนใหญ่แล้วประมาณร้อยละ
60 ของจำนวนชนิดที่ทำการทดลองทั้งหมด ออกดอกในเดือนเมษายน (ช่วงที่ร้อนจัดและแห้งแล้งที่สุดของปี)
และเป็นเวลาที่ไม่มีใบหรือกำลังแตกใบอ่อน มีการออกผลสูงสุดในเดือนกันยายน
(75% ของจำนวนชนิดทั้งหมด) ขณะที่การกระจายเมล็ดเกิดขึ้นมากในช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูแล้ง
(สิงหาคม-มกราคม) (มากกว่า 50 % ของชนิดที่ทำการศึกษา) สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือส่วนใหญ่ต้องการระยะเวลายาวนานในการพักตัวของเมล็ดเพื่อการอยู่รอดในฤดูแล้ง
และงอกในฤดูฝน ดังนั้นในการเร่งผลิตต้นกล้าในเรือนเพาะชำ การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะเพื่อทำลายการพักตัวจึงต้องมีการพัฒนาวิธีขึ้น
เพราะฉะนั้น เพื่อเพิ่มและเร่งการงอกของเมล็ดไม้ยืนต้นท้องถิ่น ได้ทำการทดลองจำนวน
30 ชนิด โดยการเตรียมเมล็ดก่อนทำการเพาะ 7 วิธี เพื่อกระตุ้นการงอกของเมล็ด
การตัดบางส่วนของเมล็ด เพิ่มการงอกของเมล็ดสะเดาช้าง (Acrocarpus fraxinifolius)
การตัดเมล็ดบางส่วนแล้วนำไปแช่น้ำเพิ่มการงอกของเมล็ดของมะค่าโมง (Afzelia
xylocarpa) การตัดเมล็ดบางส่วนอย่างเดียวและการตัดเมล็ดบางส่วนแล้วนำไปแช่น้ำช่วยเพิ่มการงอกของเมล็ด
เมล็ด 3 ชนิด [ กางหลวง (Albizia chinensis), มุ่น (Elaeocarpus lanceifolius)
และ มะค่าแต้ (Sindora siamensis)] และการตัดเมล็ดบางส่วน และ/หรือ แช่น้ำกรดนาน
3 นาที สำหรับเมล็ดของคูณ (Cassia fistula) ปรากฏว่าเมล็ดถูกกระตุ้นให้งอกอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอจำนวน
3 ชนิด [สะเดาช้าง (Acrocarpus fraxinifolius), กางหลวง (Albiziz chinensis)
และคูณ (Cassia fistula)] แม้ว่าร้อยละของการงอกจะต่ำ (38-47%) ในจำนวน 7
ชนิด แต่ยังมีคุณสมบัติที่มีศักยภาพเป็นไม้โครงสร้างเพราะว่าคุณสมบัติที่ดีข้ออื่น
ๆ เช่น อัตราการเจริญเติบโตสูงในภาชนะปลูก และง่ายต่อการดูแลรักษาในแปลงปลูก
ในทางตรงกันข้าม การงอกของกำลังเสือโคร่ง (Betula alnoides), มะเดื่อขนทอง
(Ficus hirts) และมะโจ๊ก (Schleichera oleosa) ได้ผลไม่เป็นที่พอใจในการทดลอง
(< 20%) เพราะฉะนั้น ควรจะเตรียมเมล็ดโดยวิธีอื่นหรือใช้วิธีอื่นในการขยายพันธุ์ต่อไป
ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 3 ชนิด งอกได้เร็วและสม่ำเสมอในระดับปานกลาง [มะค่าโมง
(Afzelia xylocarpa), มุ่น (Elaeocarpus lanceifolius) และ มะค่าแต้ (Sindora
siamensis)]
พรรณไม้ที่มีเมล็ดซึ่งต้องการร่มเงาในการงอกและการพัฒนาของต้นกล้าในระยะเริ่มแรกนั้น
ทำให้ไม้เหล้านี้ไม่เหมาะสมในการใช้ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรมโล่งแจ้ง ดังนั้นจึงได้ทำการเพาะเมล็ดในที่มีร่มเงา
จากการทดลองเพาะเมล็ดพบว่า ชนิดที่ต้องอาศัยร่มเงาในการงอกมีเพียงหนึ่งชนิด
คือ มุ่น (Elaeocarpus lanceifolius) ชนิดทนร่มเงามีจำนวน 18 ชนิด เพียง
7 ชนิดเท่านั้นที่ชอบแสง อย่างไรก็ตามมี 4 ชนิดเป็นชนิดผสม สิ่งเหล่านี้บ่งได้ว่ามีไม้จำนวนน้อยที่ไม่สามารถจะปลูกในป่าเสื่อมโทรมซึ่งมีแสงแดดจัด
จึงมีความน่าจะเป็นไปได้ว่าในการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมสามารถจะปลูกได้ชนิดเบิกนำแบะชนิดเสถียรสูงพร้อม
ๆ กันในคราวเดียวกัน
ในการตรวจสอบว่า สภาพภายในเรือนเพาะชำมีอิทธิพลต่อการงอกและความเป็นไปได้ในการหว่านเมล็ดโดยตรงแทนการปลูกด้วยต้นกล้า
ได้ทำการทดสอบเมล็ดในช่องว่างในป่า พบว่า 14 ชนิด (47%) งอกในเรือนเพาะชำได้ดีกว่าในช่องว่างในป่า
และ 5 ชนิด งอกในช่องว่างในป่าได้ดีกว่า และ 11 ชนิด ไม่มีความแตกต่างของการงอกในเรือนเพาะชำและในช่องว่างในป่า
สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึง การงอกของเมล็ดภายใต้สภาวะของเรือนเพาะชำเพิ่มการงอกได้มากกว่าในสภาพธรรมชาติ
ผลกระทบต่อการงอกของเมล็ดจากสัตว์ที่มากินเมล็ดในสภาพป่าธรรมชาติมีความแปรผันระหว่างชนิด
ขนาดของเมล็ดและเปลือกหุ้มเมล็ด จำนวนเมล็ดเฉลี่ยที่ถูกเคลื่อนย้ายไปจากแปลงเพาะ
พบว่า เมล็ดของปอหะแหย่ (Elaeocarpus prunifolius) กระบก (Irvingia malayana)
โมลี (Reevesia pubescens) และสมอไทย (Terminalia chebula) ถูกเคลื่อนย้ายไปมากที่สุด
พบว่า ไม้ป่า 7 ชนิดที่มีการงอกสูงและรวดเร็วในช่องว่างของป่า และไม่มีสัตว์มากินเม,ด
มีความเหมาะสมในการหว่านเมล็ดโดยตรงในป่า การฝังเมล็ดดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยป้องกันสัตว์ที่มากินเมล็ด
ยกเว้นเมล็ดขนาดเล็ก
การหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางระบบนิเวศและการเตรียมเมล็ด ต่อการทำลายระยะพักตัวของเมล็ด
พบว่า การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะมีผลมากที่สุด ต่อเมล็ดที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดที่หนา
(p=0.001) เมล็ดขนาดใหญ่และขนาดกลาง (p=0.028) และเมล็ดที่มีการพักตัวนาน
(p=0.017) เมล็ดที่มีระยะพักตัวนานมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเมล็ดที่งอกได้ดีในสภาวะการเพาะเมล็ดในช่องว่างของป่า
(p=0.004) และมีเปลือกหุ้มเมล็ดที่หนา (p=0.024) สภาวะการงอกของเมล็ดในเรือนเพาะชำ
มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกลุ่มของเมล็ดที่มีขนาดเล็ก (p=0.006)
และมีเปลือกหุ้มเมล็ดที่บาง (p=0.016) และพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมาก (p=0.004)
ระหว่างสัตว์ที่กินเมล็ดกับเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ และมีเปลือกหุ้มเมล็ดที่หนา
(endocarp) (p=0.040)
อิทธิพลของฮอร์โมนที่ใช้ในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันต่อการทดลองปักชำกิ่ง
มีความผันแปรไปตามชนิดของพรรณไม้ พบว่า จำนวน 5 ชนิด จากที่ใช้ทดลองทั้งหมดจำนวน
10 ชนิด มีการออกรากมากกว่าร้อยละ 60 ซึ่งได้แก่ ไข่ปลา (Debregeasia longifolia)
และส้านเห็บ (Saurauia roxburghii) ออกรากและยอดได้ดีเมื่อใช้เซราดิกส์เบอร์
3 (68% และ 65% ตามลำดับ) ผักเฮือด (Ficus superba) ออกรากได้ดีเมื่อใช้
IBA 3000 ppm (72%) และ ยาบใบยาว (Colona flagrocarpa) เมื่อใช้ IBA 8000
ppm (63%) อย่างไรก็ตาม ม่อนหลวง (Morus macroura) สามารถออกรากและยอดได้สูงถึงร้อยละ
90 โดยปราศจากสารเร่งรากหรือมีระดับคะแนนสูงที่สุดในกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ใช้ฮอร์โมน
การใช้สารเคมีเพื่อปรับปรุงการขยายพันธุ์ไม่มีความสัมพันธ์กับตัวแปรอื่น
ๆ ในเชิงระบบนิเวศ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางระบบนิเวศ และวิธีการปฏิบัติในการขยายพันธุ์ที่ดีที่สุดนั้น มีความซับซ้อน และต้องอาศัยการทำวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อกำหนดรูปแบบที่จะเป็นประโยชน์ต่อไป
|