ปริมาณน้ำในดินเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งซึ่งมีผลต่อลักษณะและโครงาร้างของป่า
ดังนั้นถ้าหากมีการให้นเแก่ป่าเต็งรังซึ่งเป็นป่าผลัดใบ กลุ่มสังคมพืชในป่าน่าจะเปลี่ยนไปคล้ายกับสังคมของพืชที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ความชื้นสูงกว่าป่าเต็งรัง
ได้ทำการศึกษาผลของการให้น้ำแก่ป่าเต็งรังในบริเวณศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ซึ่งได้รับการให้น้ำในช่วงฤดูแล้งเป็นเวลา 8 ปี โดยทำการสำรวจชนิดและปริมาณของพืชพื้นล่างในแปลงตัวอย่างขนาด
1 x 1 ตารางเมตร จำนวน 80 แปลง ใน 4 พื้นที่ ได้แแก่บริเวณสันเขาและหุบเขาในพื้นที่ที่ให้น้ำกับบริเวณสันเขาและหุบเขาในพื้นที่ที่ไม่มีการให้น้ำ
โดยทำการเก็บข้อมูลทุก 3 เดือน ในช่วงฤดูแล้งและทุกเดือนในช่วงฤดูฝน ในการศึกษามวลชีวภาพและปริมาณผลผลิตขึ้นปฐมภูมิ
ได้ทำการศึกษาเฉพาะบริเวณพื้นที่สันเขา โดยใช้แปลงตัวอย่างขนาด 2 x 2 ตารางเมตร
จำนวน 15 แปลง ในแต่ละพื้นที่
จากการศึกษาพบว่าจำนวนชนิดของพืชพื้นล่างบนสันเขาทั้งสองพื้นที่เท่ากับ 39
ชนิด ส่วนในบริเวณหุบเขาของพื้นที่ที่ให้น้ำและไม่ได้ให้น้ำมีจำนวนชนิดเท่ากับ
52 และ 63 ชนิดตามลำดับ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Hills number, N1 และ N2)
และความสม่ำเสมอในการกระจาย (Evenness, Modified Hills ratio) ของสังคมพื้ชพื้นล่างพบว่ามีค่าสูงสุดในบริเวณหุบเขาของพื้นที่ไม่ได้รับน้ำ
(36.2, 31.5, 0.9 ตามลำดับ) และต่ำสุดบริเวณสันเขาของพื้นที่ที่ได้รับน้ำ
(16.3, 11.3 และ 0.7) เปอร์เซ็นต์ของพืชที่มีวงชีวิตมากกว่าหนึ่งปีจากจำนวนพืชทั้งหมดในบริเวณสันเขาของพื้นที่ที่ได้รับน้ำมีพืชกลุ่มนี้น้อยกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้รับน้ำ
(66.67% และ 76.92% ตามลำดับ) แต่ในบริเวณหุบเขาของทั้งสองพื้นที่มีปริมาณใกล้เคียงกัน
(86.54% ในบริเวณที่ให้น้ำ 84.37% ในบริเวณที่ไม่ได้รับน้ำ) อย่างไรก็ตามในพื้นที่ที่ได้รับน้ำพบว่าพืชพวกนี้สามารถเจริญได้ดีกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้รับน้ำ
จากการศึกษาพบว่า ดัชนีความคล้ายคลึงกัน (Similarity, Sorebsensindex) ของพื้นที่ที่ให้น้ำและไม่ได้ให้น้ำเท่ากับ
0.74 ในบริเวณหุบเขา และ 0.62 ในบริเวณสันเขา การศึกษาเกี่ยวกับปริมาณมวลชีวภาพและผลผลิตขั้นปฐมภูมิแสดงให้เห็นถึงผลของการให้น้ำได้อย่างชัดเจน
ส่วนของพืชที่มีชีวิตในพื้นที่ที่ได้รับและไม่ได้รับน้ำมีปริมาณสูงสุดในเดือนกันยายน
(155.536 และ 84.541 กรัมต่อตารางเมตร ตามลำดับ) ในขณะที่ส่วนของพืชที่ตายมีปริมาณสูงสุดในเดือนมีนาคมในพื้นที่ที่ให้น้ำ
(239.710 กรัมต่อตารางเมตร) และสูงสุดในเดือนมิถุนายนในพื้นที่ที่ไม่ได้รับน้ำ
(183.256 กรัมต่อตารางเมตร) การที่ผลของการให้น้ำต่อสังคมพืชพื้นล่างไม่ชัดเจนเท่าที่ควรอาจเนื่องจากประสิทธิภาพของระบบการให้น้ำ
|