การศึกษาถึงความสำคัญของการแพร่กระจายของเมล็ดและการล่าเมล็ดเปรียบเทียบกับสภาพทางสิ่งแวดล้อมต่าง
ๆ เพื่อหาปัจจัยจำกัดของพืชบางชนิดในการที่จะกลับมาเติบโตในพื้นที่รกร้างได้อีกครั้ง
โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบในสองพื้นที่คือ ป่าปฐมภูมิและพื้นที่รกร้างในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
ในการวิจัยได้มีการวางกับดักเมล็ดในพื้นที่ทั้งสอง เพื่อศึกษาความสามารถในการแพร่กระจายเมล็ดของพืชจากป่ามาสู่พื้นที่รกร้างสำหรับการล่าเมล็ดได้ทำการศึกษากับพืชที่เลือกมา
3 ชนิด นอกจากนี้ยังได้ศึกษาประชากรของผู้ล่าโดยการวางกับดัก
ผลการศึกษาจากกับดักเมล็ดพบว่า เมล็ดที่มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบาสามารถแพร่กระจายเข้าไปยังพื้นที่รกร้างได้ไกลกว่าเมล็ดที่มีขนาดใหญ่
ซึ่งสามารถแพร่ไปได้เพียงไม่กี่เมตรจากต้นแม่ เมล็ดที่พบมีทั้งหมด 75 ชนิด
โดยที่ 16 ชนิดพบได้เฉพาะในพื้นที่รกร้าง อีก 16 ชนิดพบได้เฉพาะในป่า ส่วนที่เหลือ
33 ชนิด พบได้ทั้งสองบริเวณ ความหลากหลายของเมล็ดที่พบจะลดลงตามระยะทางที่เพิ่มมากขึ้นจากต้นแม่
นอกจากนี้ยังแปรผันตามฤดูกาลอีกด้วย จากความรู้ในข้อนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกชนิดของพืชเพื่อนำมาใช้ในโครงการปลูกป่าได้
อัตราการล่าเมล็ดระหว่างป่าและพื้นที่รกร้างที่ศึกษาจากพืช 3 ชนิด คือ Engelhardia
spicata, Styrax benzoides และ Castanopsis acuminatussima พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(P.0.05) ดังนั้นปัจจัยที่มาจำกัดการฟื้นฟูสภาพป่าจึงน่าจะเป็นสภาพแวดล้อมของพื้นที่มากกว่าที่จะมาจากการล่าเมล็ด
อย่างไรก็ตามการศึกษากลุ่มผู้ล่าเมล็ดโดยการวางกับดักพบว่าประชากรของผู้ล่าในที่นี้คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก
จะสามารถพบได้มากกว่าในพื้นที่รกร้าง แต่ชนิดของผู้ล่าในทั้งสองพื้นที่ไม่มีความแตกต่างกันมากนักโดยชนิดที่พบมากในทั้งสองแห่งได้แก่
Rattus
rattus, Rattus surifer และ Rattus bukit ในขณะที่ Mus cookii พบได้เฉพาะ
พื้นที่รกร้าง
|