บทคัดย่อ

มณทิรา เกษมสุข (Kasemsuk, M. (2005))

การเปรียบเทียบการเติบโตของต้นไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติและต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ป่าเต็งรังเสื่อมโทรมที่โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำแม่อาวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ลำพูน

A comparison of growth of naturally established and planted trees in a degraded deciduous dipterocarp forest, assessing the potential for forest regeneration.

การทำลายป่านับว่าเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญปัญหาหนึ่งในเขตร้อนของโลก ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม (เช่น การพังทลายของดิน) ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อทดสอบวิธีการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าเต็งรัง ในพื้นที่ป่าเต็งรังเสื่อมโทรมในจังหวัดลำพูน ภาคเหนือของประเทศไทย

ทำการฟื้นฟูป่าในพื้นที่ 40*40 ตารางเมตร จำนวน 4 แปลง โดยใช้พรรณไม้โครงสร้าง (framework species) จำนวน 15 ชนิด ชนิดละ 20 ต้นต่อแปลง คือ กาสะท้อน (Archidendron clypearia (Jack) Niels. ssp. clypearia var. clypearia) ชมพู่นก (Eugenia formosa Wall.) ซ้อ (Gmelina arborea Roxb.) เดื่อ (Ficus fistulosa Reinw. ex Bl. var. fistulosa) พฤกษ์ (Albizia lebbeck (L.) Bth.) โพธิ์ (Ficus rumphii Bl.) มะกล่ำตาแดง (Adenanthera pavonina L. var. microsperma (Teijsm. & Binn.) Niels.) มะค่าแต้ (Sindora siamensis Teysm. ex Miq. var. siamensis) มะค่าโมง (Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib) มะม่วงป่า (Mangifera caloneura Kurz) มะฝ่อ (Trewia nudiflora L.) สมอพิเภก (Terminalia bellirica (Gaerth.) Roxb.) ส้านเห็บ (Saurauia roxburghii Wall.) หาด (Artocarpus lakoocha Roxb) และอินทนิลบก (Lagerstroemia macrocarpa Kurz var. macrocarpa) ใช้วิธีการปลูกที่แตกต่างกัน คือ แปลงที่ 1 ใส่โพลีเมอร์รองก้นหลุมที่ปลูกและใช้กระดาษลูกฟูกคลุมรอบโคนต้น แปลงที่ 2 ปลูกโดยไม่ใช้โพลีเมอร์และกระดาษลูกฟูกคลุมรอบโคนต้นเพียงอย่างเดียว และแปลงที่ 4 ใช้โพลีเมอร์รองก้นหลุมเพียงอย่างเดียว

พบว่าแปลงที่ 1 ใส่โพลีเมอร์รองก้นหลุมที่ปลูกและใช้กระดาษลูกฟูกคลุมรอบโคนต้น มีการรอดตายและอัตราการเติบโตสูงสุด รองลงมาคือ แปลงที่ 3 ใช้กระดาษลูกฟูกคลุมรอบโคนต้น เพียงอย่างเดียว แปลงที่ 4 ใช้โพลีเมอร์ รองก้นหลุมเพียงอย่างเดียว และแปลงที่ 2 ปลูกโดยไม่ใช้โพลิเมอร์และกระดาษลูกฟูก

พรรณไม้ที่มีคุณสมบัติเป็นพรรณไม้โครงสร้างได้ดีมาก ในการฟื้นฟูป่าเต็งรัง ได้แก่ มะค่าแต้ (Sindora siamensis Teysm. ex Miq. var. siamensis) มะค่าโมง (Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib) ซ้อ (Gmelina arborea Roxb.) พฤกษ์ (Albizia lebbeck (L.) Bth.) โพธิ์ (Ficus rumphii Bl.) มะกล่ำตาแดง (Adenanthera pavonina L. var. microsperma (Teijsm. & Binn.) Niels.) สมอพิเภก (Terminalia bellirica (Gaerth.) Roxb.) และอินทนิลบก (Lagerstroemia macrocarpa Kurz var. macrocarpa) เป็นพรรณไม้โครงสร้างได้ดี ได้แก่ มะม่วงป่า (Mangifera caloneura Kurz) เป็นพรรณไม้โครงสร้างระดับปานกลางได้แก่ มะฝ่อ (Trewia nudiflora L.) หาด (Artocarpus lakoocha Roxb) เดื่อ (Ficus fistulosa Reinw. ex Bl. var. fistulosa) พฤกษ์ (Albizia lebbeck (L.) Bth.) ส่วนพรรณไม้ที่ไม่มีคุณสมบัติพรรณไม้โครงสร้างได้แก่ กาสะท้อน (Archidendron clypearia (Jack) Niels. ssp. clypearia var. clypearia) ชมพู่นก (Eugenia formosa Wall.) ส้านเห็บ (Saurauia roxburghii Wall.)

ศึกษาความหลากหลายของพรรณไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าเต็งรังเสื่อมโทรม โดยใช้แปลงสุ่มตัวอย่างแบบวงกลมรัศมี 5 เมตร จำนวน 15 แปลง พบว่า มีดัชนีความหลากหลายในพื้นที่ทำการวิจัย โดยใช้ดัชนีของแชนนอน-วีเนอร์ (Shanon-Wiener’s Index) มีค่า 2.08 พรรณไม้ที่มีความหนาแน่นสัมพัทธ์มากที่สุดคือ รกฟ้า (Terminalia alata Hey.ex Roth) พรรณไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติทุกชนิดมีอัตรการรอดตายมากกว่า 70 % ซึ่งสามารถนำมาศึกษาเพื่อใช้เป็นพรรณไม้โครงสร้างในการฟื้นฟูป่าเต็งรังเสื่อมโทรมได้ในครั้งต่อไป

งานวิจัยนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการฟื้นฟูป่าเต็งรังในภาคเหนือของไทย ซึ่งต้องมีการศึกษาต่อไปในระยะยาวเพื่อดูการเติบโตของพรรณไม้ที่ศึกษาโดยศึกษาซ้ำเพื่อดูว่าวิธีการฟื้นฟูป่าในงานวิจัยนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางอย่างไร

กลับ